ตะลอนเดี่ยว : เที่ยวป่าหินงาม มอหินขาว ตอนจบ
posted on 17 Jan 2012 20:41 by e-pa-blog in Journeyก่อนจะพาเที่ยวมอหินขาวที่หลายคนอาจจะเคยไปมาแล้ว พอดีกลับไปดูสมุดโน๊ต เลยเพิ่งเห็นว่าลืมส่วนสำคัญที่สุดที่อีป้าได้เสวนากับสหายหัวหน้าเด่น ว่าด้วยเรื่อง การที่ดอกกระเจียวบานน้อยลง
หัวหน้าเด่นสาธยายถึงความอัดอั้นตันใจ
เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพื่อต้องการดูดอกกระเจียว แต่เมื่อเห็นว่าดอกกระเจียวบานนิดเดียว ก็บ่นกับเจ้าหน้าที่ว่าทำไมมันบานน้อยจัง อุตส่าห์เข้ามาดู ไม่เห็นเหมือนที่คิดเลย...บรา บรา บรา แล้วที่แย่กว่านั้นคือ ดันเอาไปโพสต์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คซะงั้น เรื่องมันเลยบานปลายเลยเถิด... อีป้าไม่เคยได้ยินค่ะ แต่เท่าที่ฟังหัวหน้าเล่านั้น ท่าทางแย่พอสมควร
เพราะนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพื่อต้องการดูดอกกระเจียว แต่เมื่อเห็นว่าดอกกระเจียวบานนิดเดียว ก็บ่นกับเจ้าหน้าที่ว่าทำไมมันบานน้อยจัง อุตส่าห์เข้ามาดู ไม่เห็นเหมือนที่คิดเลย...บรา บรา บรา แล้วที่แย่กว่านั้นคือ ดันเอาไปโพสต์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คซะงั้น เรื่องมันเลยบานปลายเลยเถิด... อีป้าไม่เคยได้ยินค่ะ แต่เท่าที่ฟังหัวหน้าเล่านั้น ท่าทางแย่พอสมควร พอสเตตัสบอกออกไปว่าดอกกระเจียวที่ป่าหินงามไม่เห็นจะสวย ไม่เยอะอย่างที่คิด ไรเงี้ย.... บรรดานักท่องเที่ยวก็หดหาย หรือไม่ก็ประเภทก็พูดแบบไม่รู้จริง เช่น เจอไฟไหม้ป่า ก็ดันไปโพสต์ด่าว่าเจ้าหน้าป่าไม้ไม่ยอมดูแล ปล่อยให้เกิดไฟป่าขึ้นมาได้ยังไง ไม่ปลอดภัยเลย ในแง่ของป่าไม้ก็เหมือนกับโดนดิสต์เครดิตซะงั้น
เรื่องทั้งหมดที่ว่ามันมีที่มาที่ไป
เรื่องดอกกระเจียวทำไมบานน้อยกับเรื่องไฟไหม้ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน เริ่มต้นที่ดอกกระเจียวบานน้อยกันก่อน หัวหน้าเด่นบอกว่า พวกเค้าก็ไม่ได้นิ่งเฉย พยายามสอบถามไปตามผู้เชี่ยวชาญด้านดอกกระเจียว แต่ลึกๆแล้ว หัวหน้าเค้าบอกว่าพอจะรู้สาเหตุลางๆว่าทำไมดอกกระเจียวถึงบานน้อยลง ซึ่งส่วนหนึ่งเค้าสันนิษฐานว่าเพราะเราไปฝืนธรรมชาติ คือเจ้าดอกกระเจียวเนี่ย เป็นเมล็ดเปลือกแข็งซึ่งต้องการไฟเพื่อกระเทาเปลือกที่แข็งๆออก และทำให้เมล็ดที่อยู่ข้างในเปลือกนั้นสามารถขยับขยายตัวออกมาเพื่อเจริญเติบโตต่อไป
ถามว่า แล้วไฟที่จะใช้กระเทาะเปลือกล่ะ มาจากไหน...หัวหน้าบอกว่า ตามธรรมชาติแล้ว ป่าประเภทป่าเต็งรัง ที่อยู่ที่ป่าหินงามเนี่ย มันต้องเกิดปรากฎการณ์ไฟไหม้ป่าเป็นปกติ ซึ่งไฟไหม้ที่ว่านั่น ส่วนหนึ่งก็เป็นการกำจัดวัชพืชโดยธรรมชาติ และอีกส่วนหนึ่งก็ไปกระเทาะบรรดาไม้เปลือกแข็ง ให้มันสามารถที่จะออกมาเจริญเติบโตเป็นดอกกระเจียว และดอกอื่นๆ ให้เราได้เห็นนั่นแหล่ะ เห็นภาพหรือยังถึงความสัมพันธ์ของไฟป่ากับการเจริญเติบโตของดอกกระเจียว
ทีนี้ พอมีคนไปโพสต์ว่าไฟไหม้ป่า แย่อย่างโน้น แย่อย่างนี้...เจ้าหน้าที่ก็เลยต้องแกล้งธรรมชาติด้วยการป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ เพื่อที่นักท่องเที่ยวจะได้ไม่แตกตื่นและเอาไปพูดผิดๆ ซึ่งช่วงที่อีป้าไปนั้น หัวหน้าเด่นก็ชี้ให้ดูพวกวัชพืช ซึ่งเห็นได้ว่ามันจะสูงท่วมหัวเราอยู่แล้ว และมีเยอะมาก ทีนี้...จากป่าเต็งรัง ถ้าหากไม่เผาป่าเพื่อกำจัดวัชพืชพวกนี้ไปบ้าง สภาพป่าเต็งรัง มันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นป่าประเภทอื่นแทน เป็นการปรับตัวโดยอัตโนมัติ เพราะจะมีพวกพืชอื่นๆที่เหมาะสมขึ้นมาแทน... อีป้าจำไม่ได้ว่าป่าอะไร ทีนี้..ดอกกระเจียวก็จะไม่มาให้เราเห็นแระ ฮึ่มมมม
แต่หัวหน้าเด่นบอกว่า พยายามจะหาวิธีจะทำยังไงให้ป่าไม้เต็งรังที่ป่าหินงามมันกลับมาเป็นตามวงโคจรตามปกติ เค้าจะไม่ให้มันกลายตัวเด็ดขาด หนึ่งในวิธีทั้งหลายแหล่ คือ ต้องเผาป่า หัวหน้าบอกว่า แนวกันไฟป้องกันไฟป่าก็มีอยู่แล้ว ถ้าจะเผาป่าก็คงต้องดูอีกทีว่าจะทำยังไงเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแบบที่เป็นอยู่....
อย่างเราๆเนี่ยคงไม่ต้องห่วงหรอกนะ พวกป่าไม้เค้ารู้เค้าศึกษาธรรมชาติของป่าแต่ละชนิดมา เค้ารู้ว่าเค้าจะทำยังไงกับพวกมัน พวกเราในฐานะนักท่องเที่ยว บางสิ่งบางอย่างที่เห็นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ใช่ อาจจะต้องสอบถามให้แน่ใจก่อนว่า เฮ้ย...ไฟที่เห็นน่ะ ไฟไหม้ป่าแบบว่าเพราะความเลินเล่อของเจ้าหน้าที่หรือป่าว หรือว่าเจ้าหน้าที่จงใจให้มันไหม้
ปล่อยให้เจ้าหน้าที่เค้าดูแลธรรมชาติในส่วนที่เค้าควรทำ ส่วนพวกเราในฐานะนักท่องเที่ยว นอกจากเที่ยวอย่างมีจิตสำนึกแล้ว ก็ต้องมีจิตสร้างสรรค์ด้วยนะเคอะ
บ่นให้หัวหน้าเด่นไปแระ...กลับมาเที่ยวกันต่อดีก่า
ด้อมๆมองๆหินใหญ่ ที่มอหินขาว

เช้าวันใหม่ ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันดีกว่า...อากาศยามเช้าที่มอหินขาวเย็นพอใช้เลย แต่ไม่ถึงกับหนาวมาก เดินจากเต๊นท์ที่พักไปนิดเดียวก็ถึงกลุ่มหินที่เป็นสัญลักษณ์ของมอหินขาวแล้ว... ตอนนั้นอีป้านั่งรถไปอ่ะค่ะ นึกว่าไกล สะเหร่อมากมาก
มอหินขาวประกอบด้วยกลุ่มหิน 4 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มหิน 5 แท่ง อันเป็นไฮไลท์ของที่นี่
กลุ่มหินเจดีย์
กลุ่มหินโขลงช้าง
และกลุ่มหินต้นไทร
กลุ่มหินเจดีย์ โขลงช้าง และต้นไทร อยู่ไกลออกไปอีกนิด ต้องขับรถขึ้นไปดู... จากจุดที่กางเต๊นท์ พอจะเห็นกลุ่มหินที่ว่างนี่ลางๆนะ ตอนกลางคืนเจ้าหน้าที่เค้าเอาไม้กั้นไว้ ไม่อนุญาติให้ขับรถขึ้นไป
ส่วนกลุ่มหิน 5 แท่ง ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าประกอบด้วยก้อนหินทราย ขนาดเบ้อเร่อ 5 แท่ง แต่ละแท่งมีชื่อเป็นของตัวเอง ได้แก่ ขุนศรีวิชัย หลวงปู่ฤาษี หลวงสมชาย หลวงจันทร์ และหมื่นสิงขร
ความอลังการใหญ่ยักษ์ของหินไม่สามารถบรรยายได้ ใหญ่จริงๆ ... ธรรมชาติก็ช่างสรรสร้างเน๊าะ เหลือให้เห็น 5 แท่งเรียงกันแบบนี้..ทำได้ไง๊
อีป้าเดินวนไปวนมากับบรรดาหินยักษ์เหล่านี้ รอพระอาทิตย์ขึ้น
ตอนแรกมีแค่กลุ่มอีป้า และคนอื่นอีกสองสามคน ก็เดินเล่นเงียบๆ สงบสุขดี เค้ารู้มารยาทในการชมธรรมชาติอ่ะนะ...แต่ซักพักมีพวกไม่รู้กาละเทศะ มาถึงก็พูดเสียงดังน่ารำคาญ ชั้นจะถ่ายตรงนี้... ได้ยัง สวยมั้ย? เอาใหม่.... บ้าบอคอแตกจริงๆ .... เท่านั้นไม่พอ ยังไปยืนบังมุมที่คนอื่นเค้ากำลังจะถ่ายรูปอีก อยากตะโกนบอกว่า กรูไม่อยากได้รูปมรึง ช่วยเอาตัวออกไปเดี๋ยวนี้ แต่ก็ทำไม่ได้ ของส่วนรวมมันคงต้องแชร์ แต่ได้โปรด เห็นใจคนอื่นบ้างพี่น้อง... ณ จุดนี้ความสุนทรีย์ในการชมพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมกับความอลังการที่อยู่เบื้องหน้าก็หมดไป เซ็งเป็ด
ทำอะไรพวกนรกนั่นไม่ได้ เลยต้องเดินหนี และไปหามุมส่วนตัวที่สงบ นั่งเล่นมองหิน

ภาพบน ระหว่างรอพระอาทิตย์ สังเกตุความอลังการของพี่หิน
ภาพล่าง พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า เห็นแสงพระอาทิตย์ลางๆ
รอซักพักเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น...สีสันของหินที่มีแสงอาทิตย์ตกกระทบก็สวยอีกแบบ เห็นเป็นสีทราย สวยดี เป็นช่วงเวลาที่อีป้าหนักใจ...เพราะอีป้าห่างเหินจากน้องเท่ห์ที่รักมานาน ปรับยังไง ภาพที่ออกมาก็ไม่สวยเลย ให้ตายเหอะ ภาพเลยออกมาแบบที่เห็น จ๋อย...งานนี้จ๋อยมาก พูดถึงน้องเท่ห์...เค้าเป็นกล้องแคนนอน 550D คู่มืออีป้าน่ะเองแหล่ะ แต่ไม่ได้เที่ยวนานเลยไม่ได้จับ มันก็ลืมวิธีใช้ซะงั้นเลย งานนี้โทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเอง
ระหว่างปรับไป พระอาทิตย์ก็ขึ้นไม่มีรอช้า อีหัวหน้าเด่นก็ยืนกดดันอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นว่าอีป้าถ่ายรูปไม่ได้ดั่งใจซะที ..... มันไม่ได้จริงๆอ่ะ ขอแก้ตัวคราวหน้าละกันเพื่อน

อีกมุมของหิน 5 แท่ง... ยืนถ่ายบนหินก้อนเขื่องก้อนหนึ่งแถวนั้น
อิ่มกับหิน 5 แท่งแล้ว ก็เดินสำรวจบริเวณรอบๆ ใกล้ๆกันนั่นก็มีบรรดาหินก้อนน้อยใหญ่ แต่อีป้าไม่ได้บุกตะลุยเข้าไปดูนะคะ อารมณ์ยังขุ่นๆกับพวกนั้นอยู่ หุหุ.... แต่มุมที่สวยอีกมุม คือ ดอกหญ้า ที่นี่ดอกหญ้าเยอะเหลือเกิน ใครหามุมเก่งๆ ก็จะได้ภาพสวย ที่มีดอกหญ้าโบกพริ้วสบัด และหิน 5 แท่งเป็นแบ๊กกราวด์ด้วย

จากกลุ่มหิน 5 แท่ง อีกฝั่งหนึ่งก็จะสามารถมองลงไปเพื่อชมวิวหมู่บ้านด้านล่าง สวยดีอีกแบบ ลองหามุมนั้นเองนะ

ถึงเวลาต้องกลับ.... ลูกน้องหัวหน้าเด่นจัดแจงเก็บเต๊นท์ เรียบร้อยแล้วก็ร่ำลาเจ้าหน้าที่มอหินขาว และขับเลยขึ้นไปเพื่อดูกลุ่มหินที่เหลือ
แต่อีป้าไม่ได้ลงไปเก็บภาพหรอก มองจากรถแล้วก็ยังไม่รู้สึกว่าอยากลงไป เลยไม่มีภาพมาฝาก เราขับเลยขึ้นไปตรงจุดที่เรียกว่า ผาหัวนาค เป็นจุดชมวิว คล้ายๆที่สุดแผ่นดินของป่าหินงามค่ะ เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ต้องขับย้อนลงมา จากผาหัวนาคสามารถขับต่อไปและกลับไปทางที่เราขึ้นมาได้เลย
ที่ผาหัวนาค มองลงไปก็จะเห็นวิวอีกแบบที่ไม่เหมือนที่สุดแผ่นดิน ที่นี่จะเห็นบ้านเรือนมากกว่า.... แต่ความหวาดเสียว ต้องบอกว่า หวาดเสียวกว่าที่สุดแผ่นดิน แบบว่า...บอกไม่ถูกอ่ะ ต้องลงไปยืนๆเหยียบๆแถวๆผาหัวนาคดูเองอ่ะนะ

บริเวณจุดชมวิวผาหัวนาค...
ภาพบนขวา เจ้าหน้าที่ป่าหินงามกำลังทำแพลงกิ้ง
แต่เส้นทางที่บอกน่ะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถนนยังเป็นลูกรัง ถ้าเอารถกระบะมา ก็พอไหว แต่ถ้าเป็นรถเก๋ง ขอแนะนำให้กลับเส้นทางเก่า ปลอดภัยและขับสบายกว่า แต่เส้นทางลูกรังนี้มีดีตรงที่วิว หลังจากที่ลงจากผาหัวนาคได้ซักพัก จะเป็นเนิน และจะเห็นชาวบ้านปลูกสับปะรด สลับไปกับอ้อยบ้าง เป็นสวนไม้ยูคาบ้าง มีสวนยางอีกต่างหาก เยอะแยะมากมาย สุดลูกหูลูกตา อีกสักหน่อยก็คงมีคนมาซื้อที่ทำ resort อากาศดีมาก และวิวสวย เสียดายไม่ได้หยุดจอดรถถ่ายรูป ... มองเพลินจริงๆ ถ้าไม่ติดว่าเป็นถนนลูกรังนะ ทางนี้น่าขับกว่าเยอะ หุหุ
ขากลับลงมา...ตอนนี้เราแยกกับลูกน้องหัวหน้าเด่นแล้วค่ะ กลุ่มนั้นกลับฐาน ส่วนรถหัวหน้าก็แยกย้ายกลับบ้านที่ขอนแก่น ก่อนจะถึงขอนแก่น เราแวะที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกตาดโตน ก็หัวหน้าน้ำตกตาดโตนเค้าเป็นเพื่อนหัวหน้าเด่นน่ะ คนรุ่นใหม่นี่เก่งเนอะ เป็นหัวหน้าตั้งแต่อายุยังไม่เยอะ น่าสนใจว่าเค้าคุมคน 40-100 คนได้ยังไง คนหัวเก่าทั้งนั้นด้วยสิ... หัวหน้าเด่นบอกว่างานหินไม่ใช่เล่น เจอลองดีเยอะเหมือนกัน แต่พวกเค้าก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เป็นบทพิสูจน์คนรุ่นใหม่ว่าทำได้หรือป่าว
ตอนแรกกะจะไม่รบกวนหัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกตาดโตน...ขออภัยจริงๆ อีป้าลืมชื่อหัวหน้า ต้องบอกว่าพอรู้ว่าหัวหน้าเด่นมาก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ประตูทางเข้าที่รถหัวหน้าเด่นขับผ่านเข้าไปกันเลย อ่อ..มากับหัวหน้าเด่น ไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทางอ่ะ เพราะถือว่าเป็นพวกเดียวกัน... ตอนแรกไม่ได้กะจะรบกวนหัวหน้าน้ำตกตาดโตน แต่ซักพักพอจอดรถ เดินเข้าห้องน้ำ เดินออกมานี่คนละเรื่อง...เจ้าหน้าที่ออกมายืนต้อนรับหัวหน้าเด่นเพียบเลย อีป้าต๊กใจหมด ก็พวกเค้าใส่ชุดเต็มยศที่เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้อ่ะ ไม่คุ้นตา...คล้ายๆชุดทหาร ก็เจ้าหน้าที่ป่าหินงามเค้าไม่ใส่นี่น๊า เลยถามหัวหน้าเด่นว่าทำไมแกไม่ใส่วะ...มันบอกว่า เอาสบายๆ แต่ถ้าอยู่ในการปฎิบัติหน้าที่เค้าก็ใส่แหล่ะ ว่าแล้วมันก็โทรบอกลูกน้องว่าให้ใส่ชุดที่ว่า เพราะใกล้จะปีใหม่ และนักท่องเที่ยวก็คงทยอยเข้ามาที่ป่าหินงาม
กลับมาที่น้ำตกตาดโตน บรรยากาศดี สวย ชุ่มฉ่ำ ผิดกับที่ป่าหินงาม ออกแนวแห้งแล้งนะ... ที่นี่เก็บเงินจากนักท่องเที่ยวได้หลายสิบล้านบาทเลยต่อปี เชื่อมั้ย....แต่ดีนะ เค้าก็เอามาปรับปรุงภูมิทัศน์ให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆนี่แหล่ะ ส่วนป่าหินงามเก็บเงินค่าธรรมเนียมได้เท่ากับหนึ่งเดือนของน้ำตกตาดโตน หุหุ ฟังแล้วกลุ้ม แต่ดูป่าหินงามเค้าก็มีเสน่ห์แบบป่าหินงามเค้าแหล่ะ
เดินชมน้ำตกตาดโตนแป๊ปเดียว อีป้ามาบ่อยละ...แต่บริเวณที่ตาดโตนเค้าสดชื่น มีแต่สีเขียว และสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบ น้ำตกตาดโตนมีน้ำตลอดทั้งปี เพราะเหนือน้ำตกนั่นมีเขื่อนอยู่ จำชื่อไม่ได้อีกแระ แวะขึ้นไปดูเขื่อนเหมือนกันเพราะเป็นทางหนึ่งที่ใช้กลับไปขอนแก่น ก็ไปนั่งกินข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารบนเขื่อนนั่น ลมแรงจนหนาวเลยทีเดียว คนขายบอกว่าอาทิตย์ก่อนอุณหภูมิสิบต้นๆ บรื๋ออออ ได้ยินแล้วก็หนาวววว
เป็นอันว่า...จบการเดินทางเที่ยวป่าหินงามและมอหินขาวลงที่ตรงนี้ แต่ประชาสัมพันธ์สักนิด ก็ก่อนจะถึงขอนแก่น อีป้าแวะหมู่บ้านเต่า เต่าที่นี่เป็นเต่าเพ็ก คาดว่าน้อยคนที่จะรู้ว่าที่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น มีหมู่บ้านเต่า ตอนที่อีป้าไปนั่นเป็นตอนบ่าย แดดกำลังแผดแสงแรงกล้า เต่าเค้าไม่ออกมาเดินเล่นให้เห็น เลยต้องเข้าไปดูที่สวนเต่าเพ็กแทน
ไฮไลท์ต้องบอกว่า เป็นไกด์หนูน้อย ที่พาเราทัวร์สวนเต่าเพ็กกันล่ะ รอบอีป้า เป็นหนูน้อยชื่อน้องเอิร์ท เอิร์ทมีความสามารถในการแหวกหาบรรดาเต่าให้อีป้าได้ดู พร้อมกับอธิบายว่า เป็นเต่าอะไร ดำเนินชีวิตยังไง แถมหาไข่เต่าให้ดูอีกแน่ะ...จำเก่งจริง ว่าไข่เต่าอยู่ตรงไหน น้องเอิร์ทพูดอีสานปนไทย แต่ว่าเธอพูดค่อนข้างรัว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนไทยมาฟังอาจจะต้องให้เธอรีพีท หรือว่าพูดซ้ำสองหรือสามครั้งนะ ก็ขนาดอีป้ายังต้องพูดออกมาว่า...อะไรนะเอิร์ท อีกทีซิ อิอิอิ ดีว่าเอิร์ทไม่รำคาญ ไม่งั้นอาจจะโดนงอน
ถามเอิร์ทว่าเต่ามีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เอิร์ทบอกว่าเต่าเค้าก็อยู่ที่นี่มาแต่สมัยไหนแล้ว เอิร์ทเกิดมาก็เจอเต่าแล้ว กลายเป็นว่าคนต่างหากที่ไปลุกล้ำที่ของเต่าเค้า หรือป่าว? สุดท้ายเลยอยู่ด้วยกันไปซะเลย
ที่นี่ไม่มีค่าเข้าชม แต่เราอุดหนุนเค้าได้ด้วยการซื้ออาหารเต่า อันได้แก่ แตงกวา ถุงละ 10 บาท และสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆให้กับน้องไกด์ซึ่งเค้าจะเอาไปรวมกันและแบ่งทีหลัง
อีป้าโยนแตงกวาให้เต่า แต่เต่าเมิน โยนให้โดนหน้าเต่าด้วยเพื่อบอกว่า อาหารมาแร้ว กินสิ กินสิ....แต่ก็ยังนิ่ง เอิร์ทเลยช่วยอธิบายว่า เต่าเค้าขี้อาย เค้าจะไม่กินอาหารทันที แต่จะรอให้คนไปก่อน แล้วเค้าก็จะกินของเค้าเอง... อ่อ เป็นความรู้ใหม่ หุหุ
ที่นี่...เค้าเขียนไว้ว่าห้ามหงายท้องเต่า เพราะอะไรหนอ เอิร์ทบอกว่า มีผลกับการตกไข่ของเต่าจ้ะ
ก่อนจากหมู่บ้านเต่า เลยไปแชะภาพพร้อมกับเอิร์ทและเต่าจำลอง ที่เอิร์ทบอกว่าเค้าจะแห่เจ้าเต่าจำลองตัวนี้รอบหมู่บ้าน วันที่ 14 เมษายนของทุกปี

อีป้าและน้องเอิร์ท ไกด์ยุวชนประจำสวนเต่าเพ็ก
ปิดทริปส่งท้ายปีที่สวนเต่าเพ็กนี่ละกันจ้า