ผจญภัยในเมียนมาร์ ตามหาบุเรงนอง ภาค 7
posted on 30 Dec 2009 22:29 by e-pa-blog in Journey
โอ้เอ้มานาน..... ก่อนเริ่มปีใหม่ ขอต่อเมียนมาร์ให้จบก่อนละกัน ไม่งั้นมันจะค้างๆคาๆ
6 พ.ค. จากมัณฑะเลย์ไปต่อที่พุกาม
ก่อนมาที่เมียนมาร์เนี่ย นังเพื่อนตัวดีดี๊ด๊าสุดสุด บอกว่านี่แหล่ะคือสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจในทริปครั้งนี้ อะไรน่ะเหรอ...ก็ ทะเลเจดีย์ที่พุกามน่ะสิ
อีป้าเข็ดขยาดกับมัณฑะเลย์เรื่องถนนหนทาง และบันดาคนขับรถทั้งหลายไม่ว่าจะสองล้อ สามล้อ สี่ล้อ หรือมากกว่า
ถนนก็แย่ เสียงก็ดัง มลภาวะก็เยอะ ไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา..ทั้งๆที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว
ดังนั้นการมาที่พุกาม ก็ไม่ได้หวังอะไรมากมาย รู้แต่ว่าทะเลเจดีย์นั้นน่ะไฮไลท์ของพุกามเค้าเลย ดูในรูปก็สวยดี แล้วของจริงล่ะ.. เป็นไงน๊อ
เรานั่ง Air Bagan จากมัณฑะเลย์มายังสนามบิน Bagan Nyaung U โดยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น..เครื่องของ Air Bagan ค่อนข้างใหม่และดูดีกว่า Yangon Airways เป็นยิ่งนัก อย่างน้อยยางปิดกระจกนั้นดูเนียนเรียบและแอร์ก็เย็นดี
พนักงานต้อนรับบนสายการบินที่นี่ไม่ว่าสายการบินไหน หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักทุกคนเลย แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปที่อีป้าพบเจอแบบไม่น่าเชื่อ
นั่งเครื่องบินยังไม่คุ้มก็ต้องลงเสียแล้ว มาถึงแล้วสินะ...อาณาจักรพุกามอันเลื่องชื่อ อีป้าเดินลงจากเครื่องนึกว่าต้องนั่งรถบัสจากเครื่องบินเข้าไปในอาคาร แต่..ยืนรอทำหน้าเหรอหราแป๊ปนึง ก็สังเกตุว่า เอ..คนเค้าเดินไปไหนว่า ที่แท้..ต้องเดินเข้าอาคารเองต่ะหาก เหอเหอ
เข้ามาในตัวอาคารแล้ว นั่งรอกระเป๋าซักพัก..คนเริ่มบางตา อีป้ามองหากระเป๋า..อยู่ไหนหนอ มองไปมองมา อ้าว..เห็นกระทาชายหนุ่มนายหนึ่งหิ้วกระเป๋าอีป้าสองคน สองใบ ยืนรอหน้าตาเฉย เฮ้ย..แกจะเอากระเป๋าชั้นไปไหน ด้านกระทาชายหนุ่มไม่สนใจ เห็นเราเข้ามาทำท่าเป็นเจ้าของกระเป๋าปั๊ป ก็พาเดินไปหาแท๊กซี่เลยเชียว อะไรวะ...เนี่ย
สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองนียองอู ซึ่งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของพุกามอีกที ห่างจากพุกาม 6 กิโลเมตร ราคาแท๊กซี่เข้าเมือง 5,000 จั๊ต ขาดตัว ไม่ว่าจะไปไหนในพุกาม เราขึ้นแท๊กซ๊เรียบร้อย ก็มีอีตาผู้ชายหน้าตาดีเดินมานั่งด้านหน้าข้างคนขับ เริ่มแนะนำตัว และถามชื่อเสียงเรียงนามของพวกเรา แรกๆก็เหมือนจะชิน แต่อีป้าเซ็งกับเรื่องไกด์ที่มิงกุน เลยตั้งเป้าต่อต้านพ่อหนุ่มคนนี้ทันทีที่พี่เค้าเริ่มบทสนทนาแนะนำเมืองพุกาม
หันไปถามเพื่อนว่า..มันจะเอาทิปอีกป่ะเนี่ย เฮ้อ
พี่แท๊กซี่ก็ดูเหมือนเป็นใจ ขับช้าใจจะขาด ร้อนก็ร้อน ..
ซักพักอีป้าตบะแตก หมดความอดทน หลังจากฟังอีไกด์หนุ่มเม้าท์ได้พักหนึ่ง เลยสวนออกมาบอกคนขับว่า ขับไวกว่านี้หน่อยได้มั้ย แต่ดูเหมือนไม่ได้ผล มันก็ยังขับช้าๆอยู่ต่อไป และไม่พูดอะไร แต่อย่างน้อยได้ผลที่ว่าอีไกด์หนุ่มหยุดพูดในบัดดล คงรู้ว่าอีป้ารำคาญ
ช่วยไม่ได้.. จะบอกว่า อีป้านิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ อาการรำคาญเข้าสิง แต่ก็ไม่แนะนำให้ทำหรอกนะคะ เพราะตอนหลังมารู้ว่าอีไกด์หนุ่มพูดไม่หยุดนั้นไม่ได้เรียกร้องอะไรจากเราหรอก เค้าคงแค่นั่งมาด้วยเพื่อหวังว่าหากเราต้องการไกด์ก็ค่อยตกลงราคาว่าจ้างกัน..มั้ง อันนี้ไม่ทราบวัตถุประสงค์เค้าจริงๆอ่ะ
เอานะ..ประสบการณ์อันเลวร้ายที่มิงกุนมันฝังหัวอีป้าจนเอาออกไม่ได้ แย่ชะมัดเลยเนอะ เสียดายจัง เลยอดฟังของดีฟรีฟรีระหว่างทางจากสนามบินซะงั้น เซ็งเลย อ่ะ ช่างเหอะ..ไปหาที่พักก่อน
ตามแผนที่ที่เราเตรียมมาเราจะพักที่โรงแรมอองมิงกะลา พอแท๊กซี่พาเรามาถึงแล้วก็น่าสนใจมากมาก ราคาพอรับได้ และอยู่ในบริเวณที่เราคิดว่าเหมาะดี เลยพักซะเลย อยู่ที่นียองอูนี่เอง แท๊กซี่สบาย..รับไปเต็มๆไม่ต้องเข้าพุกามแล้ว
เบื้องหน้าโรงแรม มองออกไปพอจะเห็นยอดเจดีย์ชเวซิกองตั้งเด่นเป็นสง่า เดินไปดูก็ได้ สบายๆ
โรงแรมอองมิงกะลา ซาร่าถือโอกาสถ่ายรูปกับพี่ที่ดูแลโรงแรม
สองป้าตกลงว่าพอแดดร่มลมตก จะไปขี่จักรยานเล่นเย็นๆใจดีกว่า ไหนๆก็ตั้งใจไว้แล้ว จัดแจงสอบถามจากโรงแรมเรื่องเช่าจักรยาน เค้าบอกมาในราคาที่อาจจะแพงหน่อย แต่เนื่องจากตอนนั้นเย็นแล้ว โรงแรมก็เลยลดให้เป็นพิเศษ เป็นอันว่าเย็นนี้เราก็ได้ขี่จักรยานตะลอนเล่นในเมืองสมใจ และหมายมั่นปั้นมือว่าพรุ่งนี้เราจะต้องนั่งรถม้าเพื่อเที่ยวชมทะเลเจดีย์กัน
มาดหัวหน้าแก๊งจักรยานในนียองอู
เนื่องจากเราวางแผนอยู่ที่พุกามเพียงแค่วันเดียว ซึ่งจุดมุ่งหมายคือทะเลเจดีย์ ซึ่งอีป้าก็เห็นด้วยกับอีเพื่อนว่าดูทะเลเจดีย์แค่วันเดียวก็เพียงพอแล้ว มากกว่านี้..คงไม่ไหว ต้องอ้วกออกมาเป็นเจดีย์ชัวร์ชัวร์
พึ่งสังเกตุว่า เมืองนียองอูเนี่ยน่าอยู่ใช่ย่อย ถนนหนทางดูดีไม่เหมือนในมัณฑะเลย์เลย รถราไม่วุ่นวาย ส่วนใหญ่จะเห็นชาวพม่าขี่จักรยาน และมอเตอร์ไซด์ แต่นานๆจะเห็นขี่ผ่านไปซักคัน บ้านเมืองดูสงบ น่ารัก สะอาดเรียบร้อยเป็นระเบียบ เนี่ยเหรอ..อาณาจักรพุกามในอดีต อีป้ายังรู้สึกถึงกลิ่นอายของอดีตหลงเหลือมาให้ได้สูดเข้าไปอยู่เลย น่ารักจริงๆเมืองนี้
ใครชอบบรรยากาศบ้านนอก แนะนำพุกามนี่เลย นอกเหนือจากนยองชเวซึ่งเป็นหนึ่งในใจอีป้านะจ๊ะ
ตอนนี้เริ่มหลงรักนียองอูนิดนิด...เราไม่ได้ตะลุยเข้าไปในตัวเมืองพุกามเลยไม่รู้ว่าเป็นไง แต่นียองอูก็เป็นที่ที่เราประทับใจไม่น้อยเชียว
พุกาม ภาษาอังกฤษ คือ Bagan ที่นี่เค้าแบ่งโซนเพื่อให้เราเที่ยวชมทะเลเจดีย์แบบไม่หนักเกินไปมั้ง แต่ถ้านักท่องเที่ยวคนไหนอยากไปแบบเหมาหมดในวันเดียว อาจจะต้องคุยกับแท๊กซี่หรือรถม้ากันเอง โซนที่ว่ามี Old Bagan, New Bagan และอีกโซนจำชื่อไม่ได้ ส่วน Popa Mountain ซึ่งได้รับคำแนะนำอีกทีนั้นไกลเกินระยะทำการของเราและเวลาไม่อำนวย ก็เลยตัดสินใจที่จะไม่ไป
เอาเป็นว่าเย็นวันแรก สองป้าปั่นจักรยานคู่ใจคนละคันเที่ยวตระเวนชมเมืองนียองอูนี่แหล่ะ ตั้งใจจะไปหารถม้าแถวพุกามเสียหน่อย มีคนแนะนำม้าเบอร์ 41 ซึ่งไม่ได้อยู่แถวบริเวณโรงแรมของเรา แต่พอถามไถ่จากทางโรงแรม ปรากฎว่าต้องปั่นจักรยานน่องปูดไปไกลเชียว เลยตัดสินใจไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวค่อยหารถม้าทีหลัง คงมีมาให้เราได้ใช้บริการแหล่ะ..
จักรยานคู่ชีพพาเราไปชมเจดีย์ที่ใกล้ที่สุดอันแสนอลังการก่อน พระมหาธาตุเจดีย์ชเวซิกองน่ะเอง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 5 ของพม่าด้วย
เจดีย์ชเวซิกองเป็นเจดีย์ใหญ่ สวยงาม ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศพม่า ได้ชื่อว่าเป็นเจดีย์ทองแห่งชัยชนะที่พม่ามีเหนือมอญ มีรูปทรงระฆังคว่ำ พื้นผิวภายนอกถูกปิดด้วยทองคำเปลว ปัจจุบันมีความสูงราว 53 เมตร หรือ 160 ฟุต มีลวดลายปูนปั้นอยู่ 3 แถว และมีเจดีย์เล็ก ๆ เป็นบริวารอยู่รายรอบ สร้างโดยพระเจ้าอโนรธา แต่เสร็จในสมัยพระเจ้าจันสิตา ภายในเจดีย์เชื่อว่าบรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระสารีริกธาตุ โดยอัญเชิญมาจากลังกา บนหลังช้างเผือก พระเจ้าอโนรธามังช่อ ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าช้างเผือกคุกเข่าลงที่ใด จะสร้างเจดีย์ไว้ที่นั่น
เราเดินเข้าไปถึงบริเวณพระมหาเจดีย์ สิ่งแรกที่เห็นคือความใหญ่ อลังการ สีทองสกาวสวยใส ถึงแม้ตอนนั้นเป็นตอนเย็นแต่ความสวยของทองไม่ได้น้อยเลย
เราจอดจักรยานไว้ภายนอก โดยมีชาวบ้านเดินมาพูดโบ๊เบ๊อะไรไม่รู้พร้อมกับชูป้าย บอกว่า...จอดจักรยาน จ่ายตังค์ด้วย...เชอะ เราไม่สน ไรเนี่ย..จักรยานจอดเฉยๆยังจะมาเก็บอะไรอีก เราทำเป็นไม่รู้เรื่อง แล้วก็เดินจากไป แอบกังวลเล็กๆว่าเค้าจะเอาจักรยานเราไปทิ้งมั้ยน๊า.. งานนี้ต้องวัดดวงกัน แต่สุดท้ายจักรยานเราก็ไม่หายค่ะ
เข้าไปด้านใน ชเวซิกองนี้สวยงามมากมาก สวยจนอุทานออกมาไม่เป็นภาษาไม่รู้กี่รอบ...สวยมากจริงๆ ทำให้คิดเลยไปว่า..แล้วพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้งนั้นล่ะ จะขนาดไหนหนอ
ภายในบริเวณเจดีย์ชเวซิกอง มีอีกสิ่งน่าทึ่ง คือ หลุมสมดุลย์ ซึ่งกษัตริย์พระองค์หนึ่ง (ขออภัยจำไม่ได้)ให้ขุดเป็นหลุมไว้เพื่อพระองค์จะได้ก้มลงมองดูเงาของยอดเจดีย์จากน้ำในหลุมที่ว่าโดยไม่ต้องแหงนหน้าขึ้นมองจากยอด มันเป็นภูมิปัญญาที่หาคำตอบให้ไม่ได้ว่า เค้าทำยังไง แค่หลุมธรรมดา ใส่น้ำลงไป ก็มองเห็นเงาของยอดเจดีย์สะท้อนอยู่ในหลุมน้ำที่ว่านั่น
ตอนแรกอีป้ามองไม่เห็นเงา..ในขณะที่อีเพื่อนนั่งมุมไหนมันก็บอกว่า นี่ไงเจ๊..ทำไมไม่เห็น ว่าแล้วมันก็เอากล้องออกมาถ่ายให้ดู..อีป้าทำการซ้อนรอยอีเพื่อนทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่เห็น
นึกว่าตัวเองไม่มีบุญ..บ่นอุบอิบแบบดังดังอยู่นั่นแหล่ะ ซักพักกำลังจะหมดหวัง กำลังจะถอนตัวออกมา..บัดดลก็ให้มองเห็นเงาเจดีย์...โอ้ว..เห็นแล้ว..แหม ที่แท้ อีป้าสูงกว่าอีเพื่อน เพราะงั้น ต้องขยับออกมาหน่อยถึงจะเห็นเหงา เหอเหอ ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าไม่มีบุญ ต๊กใจหมดเลย
ออกจากเจดีย์ชเวซิกอง ซาร่าพาปั่นจักรยานรอบบริเวณใกล้ๆโรงแรมเพื่อสำรวจเมืองตามปกติ เนื่องจากเย็นแล้วรถราไม่เยอะ ถนนหนทางก็มีไฟสลัว เหมือนบ้านนอกที่บรรยากาศสงบ ไร้ซึ่งแสงสีเสียงเหมือนเมืองใหญ่ ปั่นไปเรื่อยๆ ปรากฎว่าไปเจอะกับซอยที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร เราก็หมายตาไว้ว่าจะกินอาหารอินเดีย ซาร่าถามว่าเคยกินป่ะ อีป้าบอกว่าไม่เคย แลดูไม่น่าสนใจ เพราะไม่ชอบกลิ่น แต่ซาร่าบอกว่าก็ไม่เลวร้ายนะ เลยตกลงจะลอง....งั้นกินนี่ละกัน แพงหน่อยแต่ก็ไม่ได้กินบ่อยๆ เอาเหอะ.... ร้านที่ว่าได้รับการการันตีโดย Lonely Planet เรียบร้อย....น่าจะไม่ผิดหวัง และก็ไม่ผิดหวัง อาหารเค้าอร่อย ถึงแม้ว่าจะช้าและบรรยากาศมืดไปหน่อย...ถ้ามากับหนุ่มละก็ คงโรแมนติกไม่น้อย เหอเหอ
หมดวันแรกที่นียองอูพุกามแบบอิ่มๆที่ร้านอาหารอินเดียนี้ อีป้าเปลี่ยนความรู้สึกกับอาหารอินเดียไปเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์จากที่ไม่ชอบไม่คิดจะลอง แต่ถ้ากลับไปกรุงเทพ ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง จะลองหาอาหารอินเดียกินดูบ้าง ก็อร่อยดีนะ
กลับมาที่โรงแรม ปรากฎว่าน้ำไหลแรงดี แต่ไฟดับ ความแย่คือเราบากบั่นกับอากาศร้อนเมื่อตอนบ่ายจากการปั่นจักรยาน กลับมาก็หวังพึ่งแอร์ที่โรงแรมเสียหน่อย ไฟดันมาดับซะงั้น เสียใจอย่างยิ่ง จริงๆเค้ามีเครื่องปั่นไฟจ่ายไฟได้ แต่เปิดแอร์ไม่ได้เพราะเครื่องจ่ายไฟไม่ไหว ทนได้แป๊ปนึงอีป้าเริ่มบ่น ซาร่าผู้ใจดียอมเอาตัวเข้าแลก ด้วยการเดินไปเจรจากับโรงแรมว่าเมื่อไหร่จะเปิดแอร์ได้ อิอิ...จริงๆอีป้าบ่นไปงั้นแหล่ะค่ะ แต่ไม่ได้คาดหวังว่าซาร่ามันจะเอาจริง
ปรากฎว่าได้ผลค่ะ ไม่นานพี่เจ้าหน้าที่ของโรงแรมก็เดินมาบอกว่า ขอเวลาอีกชั่วโมงนึง เครื่องปั่นไฟจะจ่ายไฟให้เปิดแอร์ได้ โห....นี่ถ้าไม่ได้ซาร่าไปจัดการเราคงนอนร้อนๆทั้งคืนแหง แหง คืนนี้เราก็เลยได้นอนในห้องแอร์สบายตัว ตอนเช้าก็ตื่นมาพร้อมกับความสดใส พร้อมจะลุยทะเลเจดีย์ละ
เที่ยวทะเลเจดีย์ที่ Old Bagan
วันนี้ วันก่อนสุดท้ายในพม่า..อีป้ามีความรู้สึกที่ตรงกันข้ามสองอย่างในเวลาเดียวกัน อย่างแรก ดีใจจะได้กลับบ้าน ได้อยู่ในห้องแอร์และมีน้ำเย็นเจี๊ยบให้ดื่มตลอด (ทั้งๆที่ทั้งวันอีป้าดื่มน้ำไม่กี่หยด) ความรู้สึกอีกอย่าง คือ ใจหาย..หมดแล้ว ช่วงเวลาเที่ยวของช้าน แหม..พม่าก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดนี่นะ ออกจะสบาย เฮฮา กินอิ่ม ชิวชิว ส่วนหนึ่งก็เพราะได้ซาร่าคอยดูแลใกล้ชิด อิอิ
..ก่อนมาพม่านั้น..พอนังซาร่าเอาโปรแกรมมาให้ดู บอกว่า ไปทัวร์ทะเลเจดีย์ที่ Bagan วันที่ 7... อีป้าก็..อืม แอบคิดในใจว่า..มันจะเอาอะไรกันนักกันหนากับเจดีย์เนี่ย วันที่ 1-6 ล่อเจดีย์ไปนับไม่ถ้วน..นี่ไปทุกเมืองมีแต่วัด เจดีย์ และ Stupa..มา Bagan ยังไม่วาย เจอทะเลเจดีย์ หนักกว่าเก่าเข้าไปอีก โอ้แม่เอย.. บอกซาร่าว่า กลับมาชั้นต้องเอียนคำว่าเจดีย์ไปอีกเป็นนานสองนานเชียว
วันนี้สองป้าตื่นแต่เช้าตรู่ เพราะเรานัดรถม้า (จากคำแนะนำของหนุ่มใหญ่ใจดีที่เกสต์เฮ้าส์แห่งนี้ คนที่ซาร่าไปถ่ายรูปด้วยนั่นแล นี่ถ้าอยู่นานกว่านี้อีกหน่อย พี่หนุ่มคนนี้อาจจะตกเป็นเป้าสายตาให้ยัยซาร่าแทะโลม..สงสารพี่หนุ่มจังเลย) ไว้ตอน 7 โมงเช้า..เราสองกะว่าคงใช้เวลาทั้งวันในการตะลอนดูเจดีย์ เลยคิดว่า เริ่มแต่เช้าเนี่ยแหล่ะ จะได้ไม่ร้อน
เราเตรียมตัวพร้อมออกตะลุยเรียบร้อยก่อนอาหารเช้าจะเปิดให้บริการอีกแน่ะ ระหว่างนั้นเลยเดินออกมารับลมเย็นๆหน้าเกสต์เฮ้าส์และดูวิถีชีวิตคนแถวนั้น เผื่อจะมีอะไรน่าสนใจ ปรากฎว่า บรรยากาศยามเช้าเงียบ แต่ไม่เหงา ดูขลังแต่ไม่น่ากลัว น่าอยู่ ดูแล้วสบายหู สบายตาและสบายใจ
รถม้ามารอตรงเวลาหน้าเกสต์เฮ้าส์ พี่คนขับ ชื่อมิงกู เพื่อนพี่หนุ่มใหญ่..ท่าทางเจี๋ยมเจี้ยม ไม่ค่อยพูด ถ้าไม่ถาม แกก็ไม่ตอบ.. ทักทายพี่แกเสร็จสรรพว่าไม่ผิดคนแน่ๆ..อ่อ เนื่องจาก low season พี่แกเลยลดให้เป็นพิเศษในการทัวร์ครั้งนี้จาก 15,000 จั๊ต เหลือ 10,000 จั๊ต
ทบทวนเส้นทางและเจดีย์ที่สำคัญๆที่เราขีดเส้นใต้มาว่าต้องไปดูกับพี่รถม้าเรียบร้อย สองป้าก็รีบแจ้นขึ้นรถม้าทันที รถม้าที่ว่าไม่ใช่แบบรถม้าเมืองลำปาง ที่มีเบาะนั่งหรูหราไฮโซแต่ประการใด มันเป็นม้าเทียมเกวียนน่ารักๆ ที่นั่งด้านหลัง ถ้านั่งดีดีก็เบียดได้หกคน สองแถว แต่งานนี้..พอเราเข้าไปนั่ง..ไหงสองคนก็เต็มแล้วหว่า ฮะ
อันที่จริง..สองเราไม่รู้เส้นทางหรือสถานที่ที่พี่แกจะพาไปหรอก พอแกบอกมา เราก็กวาดมือไปตามแผนที่ที่พี่เมียวให้มา ว่าอะไรอยู่ตรงไหน...เก็บเจดีย์ชื่อดังที่เราอยากไปให้ครบเป็นพอใจละ ก็ในใจนึกว่าพี่รถม้าพาไปดูเจดีย์น้อยใหญ่ครบทั้ง Bagan หมดเลย แต่ที่ไหนได้ มารู้ตอนหลังว่า วันนี้ที่เราป้วนเปี้ยนกันเกือบทั้งวันน่ะเค้าเรียก Old Bagan ตะหาก
ถ้าใครอ่านก่อนหน้านี้จะจำได้ว่าอีป้าเกริ่นถึงอีกสองบริเวณ คือ New Bagan กับอะไรน่ะ..นั่นก็ต้องใช้เวลาแล้วแต่สะดวกเอาเป็นว่า..ทัวร์ทะเลเจดีย์ที่ Old Bagan ณ.บัดนาวกันเน่อ
เจดีย์ที่สองป้าแวะเข้าไปชม แต่ละที่มีประวัติความเป็นมาแตกต่างกันไป เจดีย์สำคัญๆองค์ใหญ่ๆสวยๆดูอลังการก็จะเป็นเจดีย์ที่กษัตริย์และพระราชวงศ์แห่งอาณาจักรพุกามสมัยนั้นสร้าง ที่เหลือที่เห็นองค์เล็กองค์น้อยลดหลั่นกันลงมา ก็เป็นของขุนนางชั้นผู้ใหญ่กระมัง ไม่น่าเชื่อว่าเจดีย์ที่สร้างเมื่อหลายพันปีมานั้นยังคงเหลือให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ให้เรา..คนรุ่นหลังได้มาศึกษา เจดีย์บางองค์ยังอยู่ในสภาพสวย สมบูรณ์ แต่ก็มีร่องรอยให้เห็นถึงความเก่าและบุบสลายตามกาลเวลา บางองค์ก็จวนเจียนจะพังแหล่มิพังแหล่ ถึงขนาดต้องประกาศห้ามเข้ากันเลยเชียว เห็นตะละแม่บอกว่าคนพวกนี้สร้างเจดีย์กันจนลืมพัฒนาบ้านเมือง..เค้าคงศรัทธาในพุทธศาสนามากอ่ะนะ
มาดูเจดีย์ทั้งที...จะลองเล่ารายละเอียดของเจดีย์แต่ละองค์ให้ฟังคร่าวๆนะ
วิหารติโลมินโล วิหารองค์นี้ตั้งอยู่ระหว่างทางจากนียองอูไป Bagan น้องม้าพาอีสองป้ามาแวะที่นี่เป็นแห่งแรก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ไม่น้อย.....วิหารองค์นี้สร้างโดยพระเจ้าติโลมินโล ได้รับการยกย่องว่าสวยงามทั้งภายนอกและใน โดยเฉพาะลายปูนปั้นบริเวณฐานรอบนอก
พระเจ้าติโลมินโล เป็นกษัตริย์ที่ได้รับการเสี่ยงทายจากผู้เป็นพระบิดา เพราะไม่ต้องการให้ลูก 5 องค์ชิงบัลลังก์กันเอง จึงอธิฐานและเสี่ยงทาย พระเจ้าติโลมินโลจึงสร้างวิหารแห่งนี้ขึ้น ณ จุดที่มีการเสี่ยงทายนั่นเอง
พระเจดีย์มนูหา (Manuha Paya) สร้างโดยพระเจ้ามนูหา กษัตริย์แห่งมอญ เป็นการรำลึกถึงคราวที่พระองค์ถูกพระเจ้าอโนรธาจับมาเป็นเชลย... จะเห็นว่าองค์พระในเจดีย์แห่งนี้ใหญ่โตคับเจดีย์ เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกคับข้องใจของพระเจ้ามนูหานั่นเอง
ด้านข้างพระเจดีย์แห่งนี้เป็นที่ตั้งของวัดนันปยะ (Nanpaya Temple) ซึ่งเป็นที่คุมขังพระเจ้ามนูหา
รถม้าพาสองป้าตระเวนชมเจดีย์สำคัญแต่ละอย่างที่ช้าๆ เนื่องจากอากาศค่อนข้างร้อน ไม่ใช่สิ..ร้อนมาก พอสายหน่อยน้องม้าเริ่มหงุดหงิดไม่ยอมทำงาน พี่มิงกูสั่งแล้วสั่งอีก ยังไงน้องม้าก็ไม่ยอมเดิน ..สุดท้าย พี่แกต้องลงมาจูงน้องม้าเสียเอง อยู่กับพี่แกทั้งวัน..ได้ยินพี่แกพูดสั่งน้องม้าไม่กี่คำ เดาะปาก และอะไรอีกนิดหน่อย เนื่องจากเขียนเป็นภาษาไทยไม่ได้ ไม่งั้นจะเขียนอธิบายให้ได้เห็นภาพ นี่..ถ้าอีป้าอยู่เที่ยวอีกวัน..มีหวัง บังคับน้องม้าได้สบาย
สองป้าใช้เวลาแต่ละที่พอประมาณ เพราะเรามากันเอง ไม่ต้องทำเวลาเหมือนมากับกรุ๊ปทัวร์ แต่..แรกๆก็ขยันไง ดูโน่นดูนี่ หลังๆเริ่มจะเบื่อ ดูมั่ง ชะโงกมั่ง เหอเหอ แต่ถ้าองค์ไหนมีประวัติศาสตร์ที่เราเล็งไว้ละก็..ไม่พลาด ต้องไปเก็บ และโปรดอย่าลืม..ไปวัดไปวาหรือเจดีย์ในพม่า ต้องถอดรองเท้าครับพี่ จะร้อนจะหนาวขนาดไหน ถ้าจะเข้าไปในบริเวณวัด ต้องถอดรองเท้า..ประทับใจจ๊อดจริงๆ...อยู่พม่าเท้าท่านจะดำทั้งวัน ไม่ต้องห่วงสวยกันเลย ถอดรองเท้ามันตั้งแต่หน้าวัดหน้าประตูทางเข้าเจดีย์..แล้วก็ทำใจ เพื่อวิ่งตัดความร้อนอย่างไว ให้สามารถพาร่างกายเข้าไปหลบในเจดีย์ให้ไวที่สุด นี่แหล่ะ สุดแสบเสียเหลือเกิ๊นพี่น้อง
วัดกุบยางคยี (Gypyaukkyi Temple) วัดแห่งนี้ลักษณะคล้ายคลึงเจดีย์มหาบดีแห่งพุทธคยา ประเทศอินเดีย ภายในวัดเต้มไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม ซึ่งเป็นการเขียนสีบนพื้นปูนเปียกที่เรียกว่า Fresco เสียดายไม่มีภาพมาให้ดู..เพราะข้างในเค้าไม่ให้ถ่ายภาพ
พระสถูปเจดีย์บุพยา (Bupaya Stupa) เป็นเจดีย์ที่อยู่ริมแม่น้ำอิระวดี องค์เล็กๆเองนะ แต่สวยแบบนั้นแหล่ะ เจดีย์สร้างโดยชาวพยู ยุคก่อนอาณาจักรพุกาม รูปทรงจึงออกมากลมๆ ออกไปทางลูกฟักแฟง ประดิษฐานอยู่บนฐานรูปหลายเหลี่ยม ที่เห็นนี้เป็นของใหม่ที่ได้รับการบูรณะหลังจากเสียหายหนักจากแผ่นดินไหวในปี 2518
ปล.ไผก็ได้บอกหน่อยว่า Stupa, Zedi หรือ Pahto มันต่างกันเยี่ยงไร เค้าใช้คำไม่เหมือนกันจั๊กกะที อีป้าหมดปัญญาหาเหตุผล
วิหารอนันดา (Ananda Pahto) ถือเป็นวิหารที่มีรูปทรงสวยและสง่างามที่สุดของเมืองพุกาม สร้างโดยช่างชาวมอญสมัยพระเจ้าจันสิทธา กษัตริย์องค์ที่ 44 แห่งอาณาจักรพุกาม วิหารแห่งนี้ไม่เพียงแต่ถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของเมือง แต่คนพม่ายกให้เป็นสุดยอดมหาวิหาร
ไฮไลต์ของวิหารอยู่ที่พระพุทธรูปองค์หนึ่งทางทิศใต้ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนทำด้วยไม่ปิดทอง ว่ากันว่ายามแสงอาทิตย์ตกกระทบพระพักตร์ หากยืนในระยะไกลจะเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ถ้าเขยิบเข้าใกล้กลับเป็นใบหน้านิ่งเฉย ยิ่งใกล้มากขึ้นกลับกลายเป็นใบหน้าบึ้งตึง
เค้าบอกว่าเป็นความประณีตในการออกแบบของช่างมอญที่สร้างองค์พระพุทธรูปมีพระโอษฐ์ด้านล่างใหญ่และเชิด เมื่อมองจากมุมที่เปลี่ยนไปจึงได้อารมณ์ที่แตกต่าง
วิหารสัพพัญญู (Thatbyinnyu Pahto) เป็นวิหารที่สูงที่สุดในพุกาม สูงเท่ากับตึก 5 ชั้นแน่ะ และเป็นวิหารประจำรัชสมัยพระเจ้าอลองสินธุ วิหารแห่งนี้เป็น 1 ใน 4 ศาสนสถานของเมืองพุกาม
เช่นเดียวกับวิหารองค์อื่นๆหลายองค์ที่ถูกผลกระทบจากแผ่นดินไหวในปี 2518 วิหารสัพพัญญูก็ได้ถถูกบูรณะใหม่ ซึ่งบริเวณชั้น 4 เป็นที่บรรจุพระไตรปิฎกฉบับต้นแบบ แต่เนื่องจากความทรุดโทรม เค้าเลยไม่ให้คนขึ้นไปชั้นบน
และอีกมากมายก่ายกอง....ใครสนใจ ศึกษาได้จากหนังสือคู่มือท่องเที่ยวพม่าด้วยตัวเอง โดยแมคไกเวอร์ละกันนะ
ภายในเจดีย์บางแห่งมีพระพุทธรูปประทับอยู่ และแน่นอนไม่ใช่พระพุทธรูปธรรมดา บางองค์เป็นพระพุทธรูปที่เมื่อเรายืนอยู่ไกลๆจะเห็นท่านยิ้ม แต่พอมายืนใกล้ๆจะเห็นท่านบึ้ง นอกจากพระพุทธรูปแล้วก็มีภาพเขียนอิงประวัติศาสตร์ บางที่สียังแจ่มชัดอยู่เลย ดูก็สวยดี บางองค์เด่นที่ช่างผู้สร้างนั้นเรียงอิฐติดกันชนิดที่เข็มก็สอดไม่ผ่าน น่าสนชิมิ ส่วนบางองค์ เราสามารถปีนขึ้นไปบนยอด เพื่อชมทัศนียภาพของเจดีย์องค์อื่นๆในบริเวณใกล้เคียงได้อีก
แรกๆอีป้าไม่รู้สิ..ดูแต่เจดีย์ อืมม องค์แรก องค์ที่สอง..เริ่มเอียน แต่พอได้ปีนขึ้นไปดูวิวบ้าง เฮ้ย..เจ๋งอ่ะ โอ้ว..สวยแฮะ ส่วนนังตะละแม่ซาร่า..แรกๆก็ลั๊ลลาจดเวลาเข้าเวลาออกจากเจดีย์แต่ละที่ หลังๆมันบอกว่าจดแค่ลำดับที่ของเจดีย์ที่ไปก็พอ เหอเหอ..พอกัน
เนี่ยแหล่ะ..ทั้งวันวนเข้า เวียนออก ชีวิตวันนี้มีแต่เจดีย์น้อยใหญ่ สวยงามแปลกตาสลับกันไป ที่ดีหน่อยคือมีไกด์สาวส่วนตัวคอยให้ความรู้ว่าเจดีย์นี้นะ..มีความสำคัญเยี่ยงไร สิ่งที่เราจะต้องเข้าไปชมภายในเจดีย์น่ะมีอะไร...หลังๆนังไกด์สาวมันเริ่มเซ็ง ..โยนหนังสือให้แล้วบอกว่าอ่านเอา อีป้าก็อ่าน..แต่อ่านในใจ..นังเพื่อนมันเลยตะโกนใส่ "อ้าวเจ๊..อ่านออกเสียงให้รู้ด้วยสิ" เหอเหอ อ้าว..ไม่บอกนี่ ก็นึกว่ารู้แล้ว
เยี่ยงนี้แล้ว จะไม่ให้พูดว่า "นังเกด....ถ้าแกพาชั้นไปดูเจดีย์อีกแม้แต่ที่เดียว ชั้นจะอ้วกเป็นเจดีย์ให้แกดู" ได้อย่างไร
กระนั้น พอนึกกลับไปตอนที่ฝ่าวิกฤตแสงแดดแผดเผาชีวิต และฝ่าเท้าทีไร ก็ยังอดทึ่งไม่ได้ว่าตัวเองทำไปได้ยังไง๊ ทนกับแสงแดดร้อนๆ ทั้งวัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด นอกจากความรู้ที่ได้จากเพื่อนสาวร่วมทริป ก็ยังทำให้เราได้หยุดเวลาจากโลกไฮเทค นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในยุคที่ไฟฟ้าติดติดดับดับ ......รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีนั้น เราใช้ไปอย่างคุ้มค่าไม่หยอกเชียว
สนุกไม่ลืมละกันล่ะ
แต่ สิ่งที่น่ารำคาญสำหรับอีป้า อีกแระ..ดันจำแม่น ก็คือ บริเวณเจดีย์ใหญ่ๆจะมีร้านรวงและเพิงขายของอยู่ภายในบริเวณเจดีย์ บดบังทัศนีย์ภาพอันแสนสวยงาม มันน่าเสียดาย แต่นั่นยังไม่น่ารำคาญเท่า การตื๊อ .. ที่นี่น่าจะได้ชื่อว่าตื๊ออันดับหนึ่งของโลก มันตื๊อให้เราซื้อของ ไม่ว่าจะบอกไม่เอากี่ทีมันก็ยังตื้อเราอยู่นั่นแหล่ะ หลังจากที่ say "No" จนเพื่อนตัวดีเห็นท่าไม่ไหว เลยลองภาษาพม่าเสียหน่อย..ตอบิ ..เฮ้ย ได้ผลแฮะ หยุดตื๊อและเดินหนีเลย..อะไรกันเนี่ย ตอบิคำเดียวเนี่ยนะ
อีป้าถามเพื่อนว่า มันแปลว่าไร เพื่อนบอกว่า แปลว่า ไม่เอา .. หืม ไม่เห็นพิเศษอะไรตรงไหนเลย ไหงพวกนี้หยุดกระทำการตื๊อเลยล่ะ ง๊ง งง หลังๆไม่ว่าจะไปที่ไหน พอเจอหน้า..อีป้าล่อ ตอบิ ไว้ก่อน..ไม่สนเว้ย
เสร็จการตระเวนทัวร์เจดีย์ทั้งหลายตอนประมาณบ่ายสามเห็นจะได้..ตกลงกับพี่มิงกูเจ้าของรถม้าว่ากลับโรงแรม พักผ่อนก่อนดีกว่า...และให้พี่แกมารับอีกทีตอนห้าโมงเย็น เพื่อไปดูพระอาทิตย์ตก..เป็นอันครบทริป อ่อ ก่อนจะกลับไปพักก็ยังไม่วายอยากเก็บภาพเจดีย์ชเวซิกอง เลยบอกพี่รถม้าไปจอดให้หนูหน่อย ซักแป๊ป...เมื่อวานดูเจดีย์ตอนเย็นได้แป๊ปเดียวเอง วันนี้ตอนกลางวัน ขอชื่นชมให้เป็นบุญตาหน่อยเฮอะ ว่าแล้ว พี่รถม้าไม่ขัดศรัทธา แต่ก็ไม่วายท้วงว่า..ไปตอนนี้ ร้อนนะ เราก็ไม่สน..ขอไปก่อน
ปรากฎว่า สะใจ แดดร้อนเปรี้ยง มีผลเยี่ยงไรเหรอ...ก็เท้าไง ต้องถอดรองเท้า..แต่เนื่องจากความร้อนที่มันแผดเผาพื้นนั้น ทำให้การย่างก้าวแต่ละก้าวของเรานั้น แทบจะเรียกได้ว่า เดินอยู่บนเตาไฟกันเลย แม้แต่..หินอ่อน ที่ชาวพม่าปูไว้สำหรับเดิน ก็ไม่สามารถทนต่อแสงแดดนั้นได้ เราเดินกระย่องกระแย่งเหมือนหนูโดนน้ำร้อนลวกอยู่ได้ประมาณไม่เกินสิบนาที ก็ต้องจรลี..ไม่ไหวแล้ว ไปดีกว่า เดี๋ยวเท้าสุก..ไม่คุ้ม
กลับไปพักผ่อนที่เกสต์เฮ้าส์ รอไปชมพระอาทิตย์ตกดีกว่า
ถึงเวลานัด พี่มิงกูมารอเราตามสัญญา พี่แกบอกว่าไปดูพระอาทิตย์ตกที่เจดีย์ชเวซานดอร์..
ตอนแรกก็ยังเฉยๆ ไม่รู้ว่าทำไมต้องมาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ แต่พอปีนขึ้นไปบนเจดีย์แห่งนี้ แล้วมองออกไป..เท่านั้นแล...โอ้โห แม่เจ้า...คำว่าทะเลเจดีย์อาจจะดูน้อยไป มันไม่สามารถหาคำมาอธิบายให้เห็นภาพได้ คือ ไม่ว่าจะมองไปมุมไหน สุดลูกหูลูกตา เจอเจดีย์น้อยใหญ่ เรียงรายสลับกันไป แซมด้วยสีเขียวของต้นไม้ใหญ่น้อยออกมาให้เห็น ทำให้ดูแล้วไม่แห้งแล้ง จืดชืดซะทีเดียว
เจดีย์แต่ละองค์ก็มีเสน่ห์ของตัวเอง อวดโฉมให้กับนักท่องเที่ยวได้ยลกันไม่หวาดไม่ไหวเชียว ภาพของเจดีย์แต่ละองค์ที่ตั้งอยู่ แลดูเหมือนคนจับวางอย่างมีศิลปะ ตอนนี้เหมือนรออำลาผู้คนพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า ..วินาทีนี้แหล่ะ น่าจะกดชัตเตอร์กันรัว นับไม่ทันกันเลยเชียว
แต่..อีป้าไม่วายบ่นว่า น่าสงสารเจดีย์ชเวซานดอร์แห่งนี้จัง มีแต่คนมาปีนเพื่อดูพระอาทิตย์ตกดิน แต่ไม่มีใครคิดจะถ่ายรูปเจดีย์นี้เลย
งานนี้อย่างที่บอก อยู่ Bagan แค่คืนเดียว เสียดายที่ไม่ได้เก็บ Bagan ให้หมด แต่ถ้าจะให้ท่องเจดีย์มากกว่านี้ เห็นทีจะต้องขอบ๊ายบาย..
งานนี้เราลืมไปว่าที่ Bagan น่าจะมีอะไรให้ดูมากกว่าเจดีย์ แต่สำหรับบางคนที่หลงใหลเสน่ห์ของอาณาจักรพุกาม และชอบที่จะชมวิถีชีวิตชาว Bagan ละก็..แนะนำให้วางแผนดีดี อีป้าแอบเห็นบางทริปเค้าจัดเที่ยว Bagan ที่เดียวล่อไปห้าวัน ..ก็ตัดสลับระหว่างทัวร์ทะเลเจดีย์และดูวิถีชีวิตคนกับวัฒนธรรม ไม่งั้นถ้าล่อเจดีย์อย่างเดียว จะอาเจียนออกมาเป็นเจดีย์แบบอีป้าว่าไว้
สุดแท้แต่จะชอบล่ะกัน..ทะเลเจดีย์ที่ Bagan มีเสน่ห์ใช่ย่อย ขอบอก ต้องเห็นของจริงแล้วจะรู้เอง
ระหว่างกำลังชื่นชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตก ก็ได้ยินภาษาไทยลอยเข้าหูเป็นระยะ....กรุ๊ปทัวร์ชาวไทยนั่นเอง โอ้..อีป้าพึ่งจะเห็นกรุ๊ปทัวร์ไทยกรุ๊ปนี้กรุ๊ปแรกหลังจากที่เข้ามัณฑะเลย์จนมาพุกาม รู้สึกไม่ค่อยคุ้นยังไงชอบก๊ล...นอกจากหน้าที่ทำเป็นเฉย มองลอยออกไปที่พระอาทิตย์ที่กำลังจะตก แต่หูนั้นหากางเรดาร์ฟังที่เค้าคุยกันอย่างสนใจ เค้าก็เล่าและแบ่งปันความรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวประวัติศาสตร์พม่านั่นเอง.... อิอิ ฟังฟรี ดูฟรี...หาได้ที่ไหน
ถึงเวลาอันสมควร อีป้าอำลาทะเลเจดีย์อย่างอิ่มอกอิ่มใจ เต็มอื่มและสมใจ ได้อย่างที่ต้องการ แต่อีเพื่อนตัวดียังไม่เลิกถ่ายรูป ..... ไม่อยากจากไปเลย...อาการประมาณนั้น
แต่ด้านบนนั้นอีป้ายังเห็นหนุ่มสาวฝาหรั่งอีกคู่ที่ยังคงเพลิดเพลินกับการเสพความสวยงามของทะเลเจดีย์อยู่นั่นเอง ความรู้สึกคงเหมือนกัน....
ขากลับ มิงกูพาน้องม้าย้อนกลับจาก Old Bagan สู่นียองอู ท่ามกลางแสงจันทร์ที่เป็นสิ่งเดียวที่พอจะช่วยสองทางให้ และสลับไปกับไฟข้างทางจากร้านรวงที่ตั้งอยู่ห่างๆพอให้เรารู้สึกว่าไม่อ้างว้างจนเกินไป
พักใหญ่ เมื่อความเงียบเข้าครอบงำนานเกินไป เพื่อนตัวดีทนไม่ไหว...ชวนอีป้าร้องเพลง .... เอาสิ...มามะ ประสานเสียงกันเหอะ .... ดังนั้น ระหว่างทางกลับนียองอู ถ้าใครอยู่แถวนั้นก็จะได้ยินเสียงจากสาวสาวสองสาวขับกล่อมเพลงไทยให้ได้ยินกัน ข้างๆอีป้านั้น..มิงคู ไม่รู้เค้าจะหนวกหูหรือปล่าว สองป้าก็ไม่ได้ถาม... น่าสงสารหน่อยๆที่ต้องโดนบังคับให้ฟังไปโดยปริยาย แต่มิงคูน่าจะเอ็นจอยนะก็ไม่เห็นพูดอะไรนิ เหอเหอ
มิงกูพาอีป้ามาส่งหน้าเกสเฮ้าส์อย่างปลอดภัย พร้อมกับถามขึ้นมาว่า...พรุ่งนี้ยูไปสนามบินยังไงเหรอ....สนใจให้ไอไปส่งมั้ย เอ๋..น้องม้าพาเราไปสนามบินได้ด้วยเหรอ น่าสนใจวุ้ย....สอบถามราคาเสร็จสรรพ ถูกกว่านั่งแท๊กซี่ 2000 จั๊ต ใช้เวลามากกว่าแค่ 15 นาที เฮ้ย..น่าสนนะ ก็เอาสิ....งานนี้ ใครจะคิด สองป้านั่งรถม้าจากนียองอูไปสนามบิน เท่ห์ชะมัด (ไม่ได้อยากเท่ห์หรอก จริงๆคือ อะไรถูกกว่า เราเอาทั้งนั้นแหล่ะ)
อำลาพุกาม
วันนี้เป็นวัน Full Moon ....วิสาขบูชา อีป้าลืมสนิทเลย ยังนึกงงอยู่ว่าทำไมชาวพม่าขยันเข้าวัดเข้าวากันจังหนอ เพราะแค่หกโมงเช้าที่สองป้าแวะเข้าไปที่ชเวซิกองนั้น ปรากฎว่ามีชาวพม่ามากมายเข้ามาจับจองพื้นที่รอบเจดีย์เพื่อนำอาหารที่เตรียมนั้น มาถวายให้แด่องค์พระเจดีย์ สำรับข้าวก็น่ารักน่าชัง วางอยู่บนขันโตกขนาดกระจิ๊ดริด พ่อแม่พาลูกเด็กเล็กแดงมาวัดแลดูเป็นเรื่องน่ารักจริงๆ วิถีชีวิตชาวพม่าผูกพันกับวัดมากเหลือเกิน

การนั่งรถม้าไปสนามบิน มันบอกไม่ถูก อาการประมาณว่า เมื่อไหร่จะถึงเนี่ย จะทันเวลาเช็คอินหรือปล่าวหนอ แล้วนี่...อีกไกลหรือปล่าวน่ะ แล้ว...น้องม้าจะเกเรเหมือนเมื่อวานหรือปล่าวน๊อ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแบบระทึก ในที่สุดน้องม้าพาสองป้าเลี้ยวเข้าสู่สนามบินนียองอู โอ้โฮ...มาถึงแล้วหนอ ไม่น่าเชื่อ แทบจะกระโดดกอดกัน มันยิ่งกว่าการรอคอยอะไรซักอย่างที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ อย่างนั้นเลย....ก่อนจากกัน ก็เลยขอถ่ายรูปกับมิงคูและน้องม้าตรงหน้าป้ายสนามบินซะหน่อย ให้รู้กันไป ช้านมีน้องม้ามาส่งขึ้นเครื่องเชียวนะ....เหมือนน้องม้าจะรู้ว่าเราลา เลยตอบแทนด้วยการฉี่ให้ชมเป็นการอำลาและตอบแทนที่เราใช้บริการ เอาคนชมตะลึง กระโดดหนีแทบไม่ทัน โอ้ว....แม่เจ้า
ร่ำลามิงคูเรียบร้อย อีป้าก็พร้อมสำหรับย่างกุ้งละนะ วันสุดท้ายของเรา กำลังจะกลับไปเจอพี่เมียวแล้วนะ
จำได้ชิมิพี่เมียวน่ะ